น้ำมันหอมระเหย
หน้าหลัก | สินค้าและบริการ | รู้จักน้ำมันหอมระเหย | การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน | คำถามที่พบบ่อย | ติดต่อ-เกี่ยวกับเรา | เข้าสู่ระบบ

Choose language: Thai | English

สินค้าและบริการแนะนำ
 

บทความและข้อมูลที่มีประโยชน์

 

 

คำถามที่พบบ่อย
คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยจาก BOTANICESSENCE

น้ำมันหอมระเหยคุณภาพของน้ำมันหอมระเหย ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาทำการกลั่นน้ำมันหอมระเหย กรรมวิธีการกลั่น ระยะเวลาที่ใช้ในการกลั่นอย่างถูกต้อง และการรักษาความสะอาดตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตจนถึงการบรรจุขวด โดยที่น้ำมันหอมระเหยของที่เราจัดจำหน่ายนั้น ได้รับการคัดสรรคุณภาพจากผู้ผลิตหลาย ๆ รายมาเป็นอย่างดี และคัดเลือกคุณภาพที่ดีที่สุด นำเข้ามาจากทั้งในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส บัลแกเรีย อังกฤษ ออสเตรเลีย เนปาล แอฟริกาใต้ มาร์ดากัสการ์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และที่เองผลิตได้ในประเทศไทย ซึ่งผู้ผลิตเหล่านี้ มีกระบวนการผลิตตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการกลั่นที่ได้มาตรฐาน มีการควบคุมคุณภาพเป็นอย่างดีและมี Certificate of Analysis รับรองคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยที่นำเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตในแถบยุโรปอย่างฝรั่งเศส อังกฤษ และบัลแกเรียที่เราทำการนำเข้าน้ำมันหอมระเหยนั้น ก็เป็นผู้ผลิตน้ำมันหอมระเหยให้กับแบรนด์น้ำหอมชั้นนำในยุโรป ที่มีการนำน้ำมันหอมระเหยไปเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ของแต่ละที่เช่นกัน อีกทั้งบรรจุภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยที่เราใช้เป็นวัสดุขวดแก้วทึบที่มีคุณภาพสูงอย่างดี ซึ่งผลิตมาเพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์แบบน้ำมันหอมระเหยโดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงทำให้ท่านมั่นใจได้ว่าน้ำมันหอมระเหยที่คุณได้จากเราไปนั้น มีคุณภาพอยู่ในระดับแถวหน้าของน้ำมันหอมระเหยทั้งหมดที่จำหน่ายอยู่ทั้งในและนอกประเทศ มีคุณภาพทัดเีทียมกับน้ำมันหอมระเหยที่จำหน่ายบนเวบไซท์ชั้นนำในต่างประเทศ เช่น อเมริกา อังกฤษ และยุโรป และมีคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าสินค้าเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยของแบรนด์ต่างประเทศที่มีการนำเข้ามาจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือสปาชั้นนำ แทบทุกแห่งในประเทศ

น้ำมันหอมระเหย BOTANICESSENCE แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร

BOTANICESSENCE มีน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ สกัดจากพืชธรรมชาติ 100% อยู่ 3 แบบที่แตกต่างกัน และน้ำมันธรรมชาติ Virgin Oil คือ

1. น้ำมันหอมระเหย Certified Organic

เป็นน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% ที่สกัดจากพืชที่เติบโตตามธรรมชาติ หรือได้รับการเพาะปลูกโดยวิธีเกษตรอินทรีย์โดยไม่ใช่สารเคมีตลอดขั้นตอนการเพาะปลูก รวมถึงมีการควบคุมมาตรฐานตลอดทุกขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและนำวัตถุดิบมากลั่น เพื่อให้น้ำมันหอมระเหยที่ได้มานั้นมีความสะอาดและบริสุทธิ์ 100% ตรงตามมาตรฐานขององค์กรที่ให้ใบรับรอง Certified Organic เช่น USDA หรือ ECOCERT โดยเอกสารรับรองความเป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์นั้น จะมีรายการของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองกำกับอยู่ด้วย และส่วนมากจะมีอายุประมาณ 1-3 ปีก่อนที่ผู้ผลิตแต่ละรายจะ้ต้องต่ออายุใบ Certificate ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ส่วนมากแล้ว เนื่องจากขั้นตอนการขอ Certificate ค่อนข้างเข้มงวดและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงทำให้ Organic Certifiacate มักจะมีเฉพาะในผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่เท่านั้น แต่จะว่าไปแล้ว การที่น้ำมันหอมระเหยชนิดใด ๆ เป็นน้ำมันหอมระเหย Certified Organic นั้น ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันหอมระเหยนั้นมีคุณภาพดีที่สุด เพราะ Organic Certificate เป็นเพียงการรับรองคุณภาพแบบ Organic เท่านั้น อีกทั้งการวัดคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิด ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น แหล่งเพาะปลูก สภาพดินฟ้าอากาศ และการดูแลเอาใจใส่ตลอดการดำเนินงานอีกด้วย

2. น้ำมันหอมระเหยแท้ 100%

น้ำมันหอมระเหยแท้ 100% ของเราเกือบทุกชนิดเป็นน้ำมันหอมระเหย Organic ที่มีการปลูกและสกัดโดยไม่ใช้ปุ๋ยหรือสารเคมี (Unsprayed) หลายตัวสกัดจากแหล่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Wild Crafted) เช่น เก็บจากป่าหรือที่ราบสูงตามแหล่งธรรมชาติของพืชชนิดนั้น ๆ น้ำมันหอมระเหยเกรดนี้มีคุณสมบัติและข้อมูลไม่ต่างอะไรกับน้ำมันหอมระเหย Certified Organic เพียงแต่ว่าผู้ผลิตที่ปลูกพืชและกลั่นน้ำัมันหอมระเหยนั้น ไม่ได้ลงทะเบียนหรือขอ Organic Certificate จากองค์กรที่ให้การรับรอง อาจเนื่องด้วยเหตุผลที่เป็นฟาร์มเล็ก ๆ มีการเพาะปลูกและผลิตน้ำมันหอมระเหยเีพียงไม่กี่ชนิดและได้รับความเชื่อมั่นในคุณภาพและชื่อเสียงของน้ำมันหอมระเหยที่ผลิตอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอใบรับรองจากองค์กรใด ๆ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% ที่ได้จากผู้ผลิตเหล่านี้ จะมีคุณภาพด้อยกว่าน้ำมันหอมระเหยที่มี Organic Certificate แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม น้ำมันหอมระเหยจากผู้ผลิตจากฟาร์มเล็ก ๆ บางรายจากแหล่งเพาะปลูกที่ดี มีการดูแลเอาใจใส่ในคุณภาพของพืชและมีเทคนิคการกลั่นน้ำมันหอมระเหยที่ได้รับการสืบทอดกันมาในครอบครัว ก็สามารถให้ผลผลิตน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดได้เช่นกัน

3. น้ำมันหอมระเหยเบลนด์

น้ำมันหอมระเหยเบลนด์ หรือน้ำมันหอมระเหยผสม เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ทาง BOTANICESSENCE นำน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% หลาย ๆ ชนิด มาผสมกันตามอัตราส่วนที่พอเหมาะตามสูตรของเราเอง เพื่อให้ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพพิเศษตามที่ต้องการ เช่น น้ำมันหอมระเหยเบลนด์ Sleep Well ที่เราใช้ Roman Chamomile, Lavender และ Ylang Ylang ผสมกันเพื่อให้ได้คุณสมบัติในการช่วยคลายความตึงเครียด และช่วยผ่อนคลายให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น หรือน้ำมันหอมระเหยเบลนด์ Purify ที่ผสมจาก Frankincense, Tea Tree และ Eucalyptus ที่มีคุณสมบัติช่วยในการฆ่าเชื้อโรคและปรับอากาศให้บริสุทธิ์ เมื่อใช้กับการกระจายกลิ่นในอากาศด้วยเตาน้ำมันหอมระเหย หรือเครื่อง diffuser.

4. สารสกัดสำหรับทำน้ำหอม

สารสกัดสำหรับทำน้ำหอม จริง ๆ แล้วก็คือน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% และสารสกัด Absolute จากธรรมชาติ พืช หรือดอกไม้บางชนิด ที่มีการสกัดเอากลิ่นหอมออกมาเพื่อวัตถุประสงค์หลักคือ ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำน้ำหอมฉีดตัว หรือนำไปแต่งกลิ่นตามความต้องการในงานที่แตกต่างกันไปแต่หลัก ๆ คือเป็นเรื่องกลิ่นหอม ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติทางสุคนธบำบัด ดังนั้น ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ในส่วนนี้จะบอกโน๊ตของสารสกัดแต่ละตัว ประเภท กระบวนการสกัด ลักษณะทางกายภาพเช่นสี โทนกลิ่น ความคงทนของกลิ่น และรายละเอียดที่จำเป็นอื่น ๆ ในการทำน้ำหอม แต่จะไม่มีคุณสมบัติอื่นเหมือนกับรายละเอียดในกลุ่มน้ำมันหอมระเหย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ มักเป็นกลิ่นหอมที่ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติ หรือดอกไม้ที่สกัดกลิ่นหอมออกมาได้ยาก เช่น กฤษณา อำพันทะเล ดอกโบโรเนีย ดอกมะลิ มอสจากต้นโอ๊ค ดอกส้ม เหง้าไอริส ซ่อนกลิ่น และไวโอเล็ต

5. Floral Water หรือ Hydrosol

น้ำสกัดชนิดนี้ไม่ใช่การน้ำน้ำมันหอมระเหยไปผสมน้ำ หรือละลายน้ำมันหอมระเหยในน้ำ แต่เป็นน้ำสกัดที่ได้จากการกลั่นน้ำมันหอมระเหย หรือที่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Floral Water หรือ Hydrosol เป็น by-product หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันหอมระเหย น้ำสกัดนี้จะมีสารธรรมชาติแบบละลายน้ำได้ของพืชที่นำมาใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยเป็นองค์ประกอบหลัก แตกต่างจากน้ำมันหอมระเหยที่มีสารธรรมชาติที่ละลายน้ำไม่ได้ น้ำสกัดมีความอ่อนเบาและความเจือจางสูง สามารถนำไปใช้แทนน้ำมันหอมระเหยได้สำหรับผู้ที่มีปัญหา Sensitive หรือมีปัญหาการระคายเคืองจากความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหย สามารถใช้กับผิวได้โดยตรง ส่วนมากนิยมนำไปทำเป็นสเปร์บำรุงผิวหรือผสมน้ำอาบ

6. น้ำมันธรรมชาติ Virgin Oil & Refined Oil

น้ำมันธรรมชาติ Virgin Oil หรือที่เรียกกันว่า Carrier Oil, Fixed Oil, Base Oil หรือน้ำมันพืช (Vegetable Oil) ไม่ใช่น้ำมันหอมระเหย แต่เป็นน้ำมันที่ได้จากพืชทั่วไป โดยเฉพาะจากส่วนที่เป็นเมล็ดเสียส่วนใหญ่ ประกอบด้วยกรดไขมันเป็นหลัก มีกลิ่นอ่อนกว่าน้ำมันหอมระเหยจนถึงอาจจะไม่มีกลิ่นในบางชนิด มีความอ่อนโยนและสามารถใช้กับผิวได้โดยตรงโดยไม่เกิดอันตรายเว้นแต่ผู้ที่มีอาการแพ้เท่านั้น น้ำมันชนิดนี้มีหลายเกรดด้วยกัน เช่น น้ำมันที่ได้จากการสกัดด้วยวิธีสกัดเย็น จะเรียกว่า Cold Pressed Oil, Crude Oil, Expeller Oil หรือ Virgin Oil เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูงที่สุด อุดมด้วยแร่ธาตุและ่ส่วนประกอบตามธรรมชาติในปริมาณที่มากที่สุด ตัวอย่างน้ำมันเหล่านี้คือ Apricot Kernel, Argan, Moringa, Rose Hip, Pomegranate และอีกประเภทหนึ่งคือน้ำมันสกัดร้อน หรือน้ำมันธรรมชาติผ่านกรรมวิธีการสกัด หรือที่เรียกว่า Refined Oil เช่น Avocado, Grapeseed, Sweet Almond เป็นต้น โดยรายละเอียดและข้อแตกต่าง มีข้อมูลดังนี้

6.1 น้ำมันสกัดเย็น (Cold Pressed Oil)

น้ำมันสกัดเย็น ได้จากกระบวนการบีบวัตถุดิบด้วยเครื่องบีบหรือกดไม่ว่าจะเป็นแบบสกรูหรือแบบไฮดรอลิคกด ซึ่งมีข้อจำกัดว่าตลอดกระบวนการสกัดจะต้องถูกควบคุมให้มีความร้อนไม่เกิน 80-90 องศาฟาเรนไฮท์ หรือประมาณ 26-32 องศาเซลเซียส ทำให้ได้น้ำมันที่อุดมไปด้้วยสารอาหารธรรมชาติ (Phyto-Nutrients) ที่มีประโยชน์ รวมถึงวิตามินต่าง ๆ ไม่ถูกทำลายไปด้วยความร้อน หลังจากได้น้ำมันมาแล้ว ก็จะมีการกรองเพื่อแยกกากและตะกอนออก ทำให้ได้น้ำมันที่ใส มีสีและกลิ่นหอมตามธรรมชาติของวัตถุดิบที่นำมาสกัด โดยตลอดทั้งกระบวนการตั้งแต่บีบสกัดและกรอง จะห้ามไม่ให้มีความร้อน ไม่ให้มีการใช้สารเคมี และไม่ให้มีการแต่งเติมไม่ว่าจะสีหรือกลิ่นลงไปในกระบวนการใด ๆ อย่างเด็ดขาด น้ำมันที่มีคุณภาพ อาจจะใสหรือมีตะกอนตามธรรมชาติได้ แต่น้ำมันที่ผ่านการผลิตอย่างดี จะใสและได้รับการกรองอย่างดีไม่ให้มีตะกอน

น้ำมันสกัดเย็นที่ได้ตามกระบวนการข้างต้น จะถูกเรียกได้หลายชื่อ Cold-Pressed Oil, Unrefined Oil แต่การที่จะถูกเรียกว่า Virgin Oil หรือน้ำมันสกัดเย็นบริสุทธิ์นั้น จะต้องมีข้อจำกัดอีก 2 อย่าง คือ ค่า FFA หรือ Free Fatty Acid จะต้องไม่เกิน 4% หรือตามมาตรฐานของน้ำมันแต่ละชนิดที่กำหนดใน Specification และค่า Acid Value จะต้องไม่เกิน 2 หรือตามมาตรฐานเช่นกัน

ข้อดีของน้ำมันสกัดเย็นคือมีสารอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ครบถ้วน สามารถนำไปบำรุงร่างกาย ผิวพรรณ เส้นผม มือและเล็บ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ก็มีข้อเสียในการนำไปใช้คือ สีที่อาจจะเข้มและกลิ่นตามธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบกลิ่นของวัตถุดิบบางชนิด ถึงแม้จะมีคุณค่าทางสารอาหารมากมายก็ตาม และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เนื้อน้ำมันที่ค่อนข้างหนัก ทำให้อาจรู้สึกเหนอะหนะในระหว่างใช้ ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วน้ำมันจะสามารถซึมซาบลงสู่เซลล์ผิวได้หมดก็ตาม

6.2 น้ำมันสกัดแบบ Expeller (Expeller Pressed Oil)

บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง แม้จะไม่ค่อยคุ้นหูนัก เพราะส่วนมากน้ำมันที่ได้จากการสกัดแบบ Expeller จะถูกเหมาไปเป็นน้ำมันสกัดเย็น (Cold Pressed Oil) ซะหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ถูกต้อง เพราะวิธีการสกัดแบบ Expeller นั้นถึงแม้จะเหมือนกับวิธีการสกัดน้ำมันแบบสกัดเย็นทุกประการ แต่แตกต่างกันตรงอุณหภูมิในระหว่างสกัดน้ำมันจะสูงเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ในมาตรฐานของการสกัดเย็น (มากกว่า 32 องศาเซลเซียส) ส่วนมากแล้ว จะเกิดจากการสกัดน้ำมันที่ใช้วิธีการสกัดแบบเครื่องสกรูบด (Screw Pressed) ที่ไม่มีการควบคุมรอบความเร็วเครื่อง และอุณหภูมิระหว่างการบีบน้ำมัน

6.3 น้ำมันสกัดร้อน หรือน้ำมันสกัดผ่านกรรมวิธี (Refined Oil)

น้ำมันชนิดนี้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นน้ำมันที่ไม่มีคุณภาพและไม่ดีต่อร่างกาย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง โดยกระบวนการผลิตน้ำมันในกลุ่มนี้จะเกิดขึ้นในโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่มีกรรมวิธีการสกัดที่ซับซ้อน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอาจใช้สารเคมีร่วมด้วยในบางกระบวนการ (ก่อนจะสกัดออกไปให้เหลือแต่น้ำมันธรรมชาติ) ทำให้ได้น้ำมันที่มีสี กลิ่น ความเบาบางของเนื้อน้ำมันที่มีมาตรฐาน รวมถึงคุณลักษณะพิเศษ เช่น ไม่เป็นไขเมื่ออยู่ในที่อุณหภูมิต่ำ เป็นต้น

กระบวนการสกัดเริ่มจากการนำวัตถุดิบไปบดให้ละเอียด แล้วผ่านไอน้ำความร้อนสูง ก่อนที่จะผสมกับตัวทำละลายเฮกเซน (Hexane) ซึ่งจะช่วยละลายน้ำมันออกมาจากวัตถุดิบ แล้วจึงคั้นแยกกากทิ้งไป ก่อนที่จะนำน้ำมันที่ได้ไปผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อแยกเฮกเซนออกจากตัวน้ำมันนำกลับไปใช้ใหม่ ทำให้ได้น้ำมันดิบที่เรียกว่า Crude Oil

หลังจากที่ได้น้ำมันดิบแล้ว น้ำมันดิบจะถูกนำไปผ่านกรรมวิธีที่คัดสรรมา เพื่อทำการผลิตน้ำมันแต่ละชนิดให้ได้ตรงตามความต้องการของโรงกลั่น ไม่ว่าจะเป็นการใส่สารกำจัดยางข้นเหนียวในน้ำมัน การกำจัดกรดไขมันอิสระบางตัวที่ไม่ต้องการ การขจัดสีของน้ำมันโดยใช้แป้ง การกำจัดแวกซ์ด้วยวิธีการลดอุณภูมิ การกรอง และในขั้นตอนสุดท้ายคือการนำน้ำมันที่เหลือไปผ่านกระบวนการกลั่นด้วยไอน้ำที่ความดันและอุณหภูมิสูง ทำให้ได้น้ำมันที่ใส สีและกลิ่นเบาบาง สะอาด ปลอดภัยและบริสุทธิ์ 100% สามารถทำไปใช้ได้ทั้งนำไปประกอบอาหาร และผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าการนำน้ำมันสกัดเย็นไปใช้ เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อสีและกลิ่นของเนื้อครีมหรือผลิตภัณฑ์ เพียงแค่คุณค่าของสารอาหารธรรมชาติ จะถูกทำลายไปพอสมควรในระหว่างกระบวนการผลิตนั่นเอง

ในน้ำมันบางชนิดที่นำวัตถุดิบมาสกัดแบบ Refined โดยตรงโดยไม่ผ่านการนำไปสกัดเย็นก่อนนำกากที่เหลือมากลั่นแบบ Refined และให้ผลผลิตในปริมาณที่มากกว่าการสกัดแบบสกัดเย็นไม่มาก น้ำมันแบบ Refined นี้อาจจะมีราคาสูงกว่าน้ำมันแบบสกัดเย็น เนื่องจากต้นทุนในด้านการผลิต และในนำมันบางชนิดที่ผลผลิตแบบ Refined มีมากกว่าแบบสกัดเย็นก็จะมีราคาถูกกว่ามากเช่นกัน

ข้อดีของน้ำมันแบบ Refined คือ เนื้อใส บางเบา ส่วนมากมีราคาถูกกว่าน้ำมันแบบสกัดเย็น เหมาะสำหรับทำเครื่องสำอางโดยเฉพาะครีมเนื่องจากไม่มีผลเรื่องสีและกลิ่น และนำไปเป็น Base Oil หลักที่ใช้ในน้ำมันนวดตัว (Massage Oil) แต่ข้อเสียก็อย่างที่ว่า คือ สารอาหารธรรมชาติในการบำรุงจะน้อยกว่าน้ำมันสกัดเย็นแน่นอน

ทำไมน้ำมันหอมระเหย หรือ Absolute บางชนิดถึงจำหน่ายแบบ 10% ในขณะที่เกือบทั้งหมดจำหน่ายแบบ 100%

โดยส่วนมาก น้ำมันหอมระเหยที่สกัดด้วยวิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam Distillation) จะอยู่ในสภาพของเหลวที่สามารถไหลและบรรจุในขวดสำหรับหยดได้ง่าย ทำให้สะดวกต่อการนำไปใช้ แต่ก็มีบางชนิดที่อยู่สภาพบัตเตอร์ หรือมีสกัดด้วยวิธีตัวทำละลาย (Solvent Extraction) ซึ่งได้สารสกัด Absolute ที่มีสภาพค่อนข้างหนืด หรือเหนียวข้น ทำให้การแบ่งบรรจุหรือการนำไปใช้จะค่อนข้างยาก ต้องนำขวดที่บรรจุไปวอร์มด้วยน้ำอุ่นที่อุณหภูมิพอเหมาะเพื่อให้มีสภาพเหลวขึ้นและใช้ได้ง่าย และกลุ่มนี้จะเป็นกลิ่นหอมที่อยู่ในกลุ่มสารสกัดที่เน้นไปในด้านการทำน้ำหอมมากกว่าการจะนำไปใช้ในเชิง Aromatherapy ซึ่งเหมาะกับการเจือจางด้วย Alcohol มากกว่าน้ำมัน Virgin Oil.

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำหน่าย Absolute ในกลุ่มนี้ในแบบเจือจาง 10% ในตัวทำละลายคือ Ethyl Alcohol 99.8% Food Grade ที่มีความสะอาดและปลอดภัย ซึ่งทำให้สามารถนำไปใช้ได้สะดวกง่ายยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี หากผู้ซื้อต้องการแบบ 100% ไม่มีการเจือจาง เราก็มีจำหน่ายในขนาด 5 กรัม และ 10 กรัม ให้เลือกซื้อได้เช่นกัน ตัวอย่างของ Absolute และ Butter ในกลุ่มนี้ได้แก่ Calendula, Frangipani, Jasmine, Lavender, Lotus, Neroli, Oakmoss, Osmanthus, Rose, Orris Florentine, Tuberose, Vanilla และ Violet Leaf

คำถาม: ถ้าเจือจาง 10% แล้วกลิ่น Alcohol จะฉุนหรือไม่ และกลิ่นจะจางจนไม่ได้กลิ่นสารสกัดหรือไม่ ?

คำตอบ: หลายคนอาจจะคิดว่าการเจือจางด้วย Alcohol เป็นปริมาณมากจนเหลือสารสกัดกลิ่นหอมเพียงแค่ 10% จะทำให้กลิ่นที่ได้จางจนแทบไม่ได้กลิ่น และความฉุนของ Alcohol จะกลบกลิ่นธรรมชาติจนหมด แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะหากเราผสมแล้วพักกลิ่นเป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ กลิ่นจะผสมกันจนความฉุนของ Alcohol ลดลงและความเข้มข้นของกลิ่นหอมที่สกัดได้จากธรรมชาติจะยิ่งโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ซื้อสามารถรู้สึกถึงความหอมของกลิ่นหอมสกัดได้ดีมากกว่าความเข้มข้นแบบ 100% ที่อาจจะมากเกินไปจนทำให้ประสาทการรับรู้กลิ่นเกิดการล้าด้วยซ้ำ เพราะโดยปกติแล้ว ในกระบวนการทำน้ำหอมก็จะใช้กลิ่นหอมสกัดจากธรรมชาติเพียงแค่ 1.00%-15.00% เท่านั้น

คำถาม: การใช้ Alcohol เป็นตัวทำละลาย จะทำให้เกิดการระคายเคืองหรือไม่ ?

คำตอบ: ด้วยเหตุนี้ เราจึงเลือกใช้ Ethyl Alcohol เกรดอาหารที่มีความบริสุทธิ์ถึง 99.80% ซึ่งเป็นเกรดที่ดีกว่า Alcohol 95% ทั่วไป ซึ่งเกรดที่เราใช้ สามารถรับประทานได้ด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพหรือความเสี่ยงในการระคายเคืองผิวแต่อย่างใด เว้นสำหรับผู้ที่แพ้ Alcohol เท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถใช้น้ำหอมฉีดตัวได้เช่นกัน เนื่องจากน้ำหอมฉีดตัวในท้องตลาดเกือบทั้งหมดก็มีตัวทำละลายเป็น Alcohol อยู่แล้ว จะว่าไป Alcohol มีความเสี่ยงที่จะระคายเคืองน้อยกว่าน้ำมัน Virgin Oil บางชนิด หรือแม้แต่ตัวสารสกัดกลิ่นหอมที่นำมาละลายด้วยซ้ำ

[กลับไปสู่หน้าเดิม]

ผู้ซื้อจะทราบได้อย่างไรว่าคุณภาพของสินค้าที่ขายเป็นอย่างไร

วิธีการในการตรวจสอบคุณภาพของเบื้องต้นจากผู้ขาย เริ่มต้นจากการเปรียบเทียบราคาของสินค้า น้ำมันหอมระเหยบางชนิดที่มีกรรมวิธีการสกัดที่ยาก หรือต้องใช้วัตถุดิบเป็นปริมาณมากเพื่อจะกลั่นน้ำมันหอมระเหยในปริมาณใด ๆ ควรมีราคาที่แพงเป็นปกติ ดังนั้นถ้าราคาที่คุณพบเป็นราคาที่ถูกเกินไป ให้คุณถามเหตุผลจากผู้ขายถึงการตั้งราคานั้น อย่างเ่ช่นน้ำมันหอมระเหยกุหลาบดาัมัส หรือ Rose Otto ต้องใช้กลีบกุหลาบปริมาณหลายตัน เพื่อที่จะกลั่นให้ได้น้ำมันหอมระเหยออกมา 1 ลิตรนั้น ไม่ควรมีราคาต่ำกว่า 400-500 บาทต่อ 1 มิลลิลิตร หรือ 250,000 บาทต่อลิตร ถ้าผู้ขายไม่สามารถให้คำตอบที่น่าเชื่อถือได้ ผู้ซื้อก็ควรตัดสินใจให้ดีว่าจะยอมซื้อหรือไม่ หรือดูปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น บรรจุภัณฑ์ ว่าบรรจุภัณฑ์ที่ผู้ขายใช้นั้น เป็นอย่างไร พึงระลึกไว้เสมอว่า ผู้ขายที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาคุณภาพน้ำมันหอมระเหยเป็นอย่างดี จะต้องบรรจุน้ำมันหอมระเหยในขวดแก้วพิเศษสีทึบ ที่ทำมาเฉพาะบรรจุน้ำมันหอมระเหยหรือสารที่มีความเข้มข้นสูงเท่านั้น ตัวหยดหรือดรอปเปอร์และฝาปิดต้องทำมาจากพลาสติกแข็งพิเศษ ฝาปิดอาจจะเป็นฝาอะลูมิเนียมก็ได้ เพราะน้ำมันหอมระเหยแท้มีความสามารถในการละลายพลาสติกได้ ถ้าบรรจุน้ำมันหอมระเหยแท้ในขวดพลาสติก ก็จะทำให้เกิดการเจือปนของสารปิโตรเคมีจากขวดพลาสติกที่ถูกน้ำมันหอมระเหยทำละลาย และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ที่นำไปใช้ หรือในอีกนัยหนึง สินค้าที่บรรจุในขวดพลาสติกนั้น อาจเป็นเพียงน้ำมันหอมสังเคราะห์ธรรมดา ไม่ใช่น้ำมันหอมระเหยแท้ก็ได้

อีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีตรวจสอบคุณภาพน้ำมันหอมระเหยที่เป็นที่แพร่หลายที่สุด คือผู้ซื้อควรขอดูเอกสารรับรองคุณภาพของน้ำมันหอมระเหย เช่น Specification, Certificate of Analysis (CoA) และ Gas Chromatography Analysis (GC/MS) ของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดจากผู้ขาย ซึ่งข้อมูลในเอกสารเหล่านี้จะบอกถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ ของน้ำมันหอมระเหย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อทางวิทยาศาสตร์, แหล่งกำเนิดของน้ำมันหอมระเหย, สีและลักษณะที่สังเกตได้, ค่าความถ่วงจำเพาะ, ค่าการหักเหของแสง (Reflective Index), การทำละลายในแอลกอฮอล์ และน้ำ รวมถึงองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหย ทั้งทางคุณภาพและปริมาณ (Qualitative and Quantitative) ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ซื้อในการที่จะตรวจสอบคุณภาพและความน่าเชื่อถือของทั้งสินค้า และตัวผู้ขายได้เป็นอย่างดี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าได้สินค้าและบริการที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

อย่างไรก็ดี มีผู้จำหน่ายน้อยรายมากที่สามารถให้เอกสารเหล่านี้กับทางผู้ซื้อได้เนื่องจากข้อจำกัดในหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะต้นทุนการทดสอบและวิเคราะห์ค่าต่าง ๆ ของน้ำมันหอมระเหยอันเนื่องมาจากราคาของเครื่องมือในการทดสอบที่ค่อนข้างแพงอย่างมาก ทำให้เอกสารเหล่านี้จำกัดอยู่แค่น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากผู้ผลิตขนาดใหญ่ แต่เราก็พยายามรวมรวมเอกสารทั้งหมดจากผู้ผลิตเพื่อการันตีคุณภาพให้กับผู้ซื้อให้มั่นใจได้มากที่สุด ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารรับรองคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยจาก BOTANICESSENCE ได้ที่นี่ [คลิ๊กที่นี่]

ทำไมถึงควรเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% กับทาง BOTANICESSENCE *** ควรทำความเข้าใจอย่างยิ่ง

จากข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยที่เรากล่าวไปข้างต้น ถึงแม้จะทำให้ผู้ที่สนใจจะซื้อน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% มีความรู้ในระดับหนึ่งในการเลือกซื้อได้ของดีมีคุณภาพ แต่นั่นก็ยังมีข้อจำกัดอีกมาก ต่อให้ผู้ซื้อมีความรู้ความเคยชินในการจำแนกกลิ่นน้ำมันหอมระเหยแท้ออกจากน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์ สามารถแยกแยะสีของน้ำมันหอมระเหยแท้ได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับประกันได้ว่า เงินที่จ่ายไปนั้น สิ่งที่ได้กลับมาคือของแท้ 100% ที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ และถึงแม้ว่าผู้ขายจะมีเอกสารรับรอง มี COA หรือ GCMS ให้ ถ้าจะให้พูดไปก็เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว ที่จะไปหาจากที่ไหนก็ได้ วิธีการเดียวที่จะทดสอบว่าของที่ซื้อนั้นเป็นของแท้ 100% หรือไม่ก็คือการนำน้ำมันหอมระเหยที่ซื้อมาไปทดสอบ แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะคงไม่มีใครนำน้ำมันหอมระเหยราคาขวดละไม่กี่ร้อยบาทไปทำการทดสอบที่ต้องจ่ายเงินหลายพันบาท เพียงเพื่อต้องการรู้ว่าเป็นของแท้หรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% ให้ได้ของดีที่มีคุณภาพแน่นอน ตรงกับความต้องการของคุณและคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป ไม่ใช่เอกสารรับรองหรือความหลากหลายของสินค้า แต่คือการเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยกับผู้ขายที่มีความซื่อสัตย์ในคุณภาพของน้ำมันหอมระเหย และมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องน้ำมันหอมระเหย นี่คือ 2 สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยจากผู้จำหน่ายแต่ละราย

การซื้อน้ำมันหอมระเหยจากผู้ขายที่มีความรู้

1. การซื้อน้ำมันหอมระเหยจากผู้ขายที่มีความรู้

สาเหตุที่ผู้ซื้อน้ำมันหอมระเหยจากแหล่งที่มีความรู้ความเข้าใจในตัวน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากคุณสมบัติที่แท้จริงของน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% จากธรรมชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าน้ำมันหอมระเหยชนิดนั้น ๆ ชื่ออะไร คืออะไร สายพันธ์ไหน แต่ว่าคุณสมบัตินั้น อยู่ที่องค์ประกอบตามธรรมชาติของน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ ตามตัวอย่างข้างบน เราขอยกตัวอย่างน้ำมันหอมระเหยมา 2 ชนิดที่คุณคงรู้จักดี คือโรสแมรี่ และลาเวนเดอร์

ตัวอย่างที่ 1: โรสแมรี่ของ BOTANICESSENCE เป็นโรสแมรี่สายพันธ์เดียวกัน คือ Rosmarinus officinalis แต่ว่ามี Chemotype หรือองค์ประกอบทางเคมีของสารธรรมชาติที่แตกต่างกัน นั่นคือ Rosemary Tunisia (Rosmarinus officinalis ct. cineole) มีสารประกอบหลักคือ 1,8 Cineole เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มของ Oxide มีกลิ่นสดชื่น ทำให้ Rosemary ตัวนี้ มีคุณสมบัติที่ดีกับระบบทางเดินหายใจ ช่วยกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัวตามคุณสมบัติของสารประกอบหลักที่มีอยู่ในปริมาณมาก และอีกตัวถัดมาคือ Rosemary French (Rosmarinus officinalis ct. verbenone) คือโรสแมรี่ที่มีสาร Verbenone ที่เป็นสารที่อยู่ในกลุ่ม Ketone อยู่ในปริมาณมาก แต่มี 1,8 Cineole อยู่ในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับ Rosemary Tunesia ทำให้ Rosemary Verbenone ตัวนี้มีกลิ่นที่ออกไปในแนวสมุนไพรนุ่ม ๆ มากกว่าที่จะให้กลิ่นสดชื่น และมีคุณสมบัติในการรักษาผิว ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ เหมาะสำหรับใช้ในการรักษาแผลสด หรือช่วยลดเลือนรอยแผลเป็น จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะเป็นน้ำมันหอมระเหยโรสแมรี่เหมือนกัน สายพันธ์เดียวกัน แต่องค์ประกอบทางเคมีของสารประกอบที่แตกต่างกัน ก็ทำให้คุณสมบัติในการนำไปใช้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ตัวอย่างที่ 2: คือน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์และลาเวนดิน นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ยังมีความสับสนเข้าใจผิดอยู่อย่างมาก ผู้ซื้อมักจะเห็นน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ขายในราคาถูก ๆ ตามท้องตลาด แต่อาจไม่ทราบว่าบนฉลากที่เขียนว่าน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์นั้น อาจจะเป็นน้ำมันหอมระเหยลาเวนดินก็ได้ ไม่ใช่ว่าน้ำมันหอมระเหยลาเวนดินไม่ดี เพียงแต่ว่าน้ำมันหอมระเหยลาเวนดิน มีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์อย่างมาก เพราะลาเวนดินให้ปริมาณผลผลิตต่อวัตถุดิบมากกว่าลาเวนเดอร์ถึงกว่า 3 เท่า และทีปัญหาที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือคุณสมบัติที่แตกต่างกันซึ่งไม่ให้ผลดีหากนำไปใช้สลับกันโดยความเข้าใจผิด ๆ

Specification ของลาเวนเดอร์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีมาก และการเปรียบเทียบกับลาเวนดิน

ชื่อสารประกอบตามธรรมชาติ
Min %
Max %
Linalyl acetate
25
46
Linalol
25
38
Terpine-4-ol
2
6
Lavandulyl acetate
2
*
Lavandulol
0.3
*
Alpha Terpineol
*
1
1,8-Cineole
*
1
Camphor
*
0.5
 
Lavender
Lavandin
32.18
28.75
30.50
35.21
5.57
3.73
3.12
2.20
0.64
0.92
1.63
0.92
0.81
4.56
0.30
6.98

ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์แท้จริง ๆ ก็ต้องดูด้วยว่า ปริมาณของสารสำคัญและสารต้องห้ามนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ กล่าวคือ ตามที่เราทราบกันดีว่าน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์มีคุณสมบัติในการช่วยให้ผ่อนคลายและรักษาผิวจากแผลสด แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก นั่นเพราะคุณสมบัติของสารสำคัญที่มีอยู่ในปริมาณมาก แต่ว่าเนื่องจากสารอีกตัวหนึ่งคือ Camphor และ 1,8-Cineole มีอยู่ในน้ำมันหอมระเหย Lavandin อยู่ในปริมาณมาก (ประมาณ 8-15%) แต่มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยในน้ำมันหอมระเหย Lavender โดยสารทั้ง 2 ชนิดนี้อาจทำให้อาการอักเสบของแผลสดหรือผิวหนังลุกลามได้ ดังนั้นการใช้น้ำมันหอมระเหย Lavandin โดยเข้าใจผิดว่าเป็น Lavender นอกจากจะไม่ช่วยรักษาแผลหรือลดอาการอักเสบแล้ว คุณสมบัติในการบำรุงรักษาผิวจากการอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้นก็มีประสิทธิภาพด้อยกว่าน้ำมันหอมระเหย Lavender อย่างชัดเจน ร้ายไปกว่านั้น การนำไปใช้ผิดวิธีก็อาจทำให้การอักเสบเกิดการลุกลามได้ ทำให้ผู้ใช้ที่นำ Lavandin ไปใช้โดยเข้าใจว่าเป็น Lavender แล้วพอเกิดปัญหาขึ้น หรือประสิทธิภาพไม่ดีชัดเจน ก็ไปเข้าใจไปผิด ๆ ว่า Lavender ไม่ได้ดีอย่างทีุ่คุณสมบัติแจ้งไว้ เพราะจริง ๆ แล้วน้ำมันหอมระเหย Lavandin เหมาะสำหรับปัญหาอาการหวัดคัดจมูก หรือนำไปเป็นสเปรย์ปรับอากาศเสียมากกว่า ไม่เหมาะที่จะนำไปบำรุงผิวหรือรักษาแผล

แม้แต่การทดสอบน้ำมันหอมระเหย Lavender หากพบว่ามีสารสำคัญ Linalyl acetate ที่มากผิดปกติ (มากกว่า 45%) ก็อาจมองได้ว่าน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์นั้น มีการเติมสาร Linalyl acetate สังเคราะห์เข้าไปเพื่อหลอกลวงให้น้ำมันหอมระเหยดูมีคุณภาพดีก็ได้ หากจะให้พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์แล้วคงอธิบายมากกว่านี้ได้อีกหลายหน้า ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด Maximum percentage ของสารสำคัญ เช่น Linalyl acetate กับสาร Linalol ที่รวมกันแล้วไม่ควรเกิน 80% หรือสาร Camphor ที่ควรมีไม่เกิน 0.50% หรือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เพียงแค่ข้อมูลเท่านี้ ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผู้ซื้อเข้าใจได้ว่า การซื้อน้ำมันหอมระเหยกับผู้ขายที่มีความรู้ความเข้าใจในตัวน้ำมันหอมระเหยนั้น มีความสำคัญมากเพียงไร อย่าลืมว่า Lavender (Lavandula angustifolia) มีราคาแพง เหมาะสำหรับใช้ผ่อนคลาย บำรุงผิว รักษาแผลสด แผลไฟไหม้ แต่ Lavandin (Lavandula hybrida grosso) และ Lavender Spike (Lavandula latifolia) นั้นมีคุณสมบัติแตกต่างออกไป ช่วยให้สดชื่น บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก จึงเหมาะใช้ทำสเปรย์หอมเสียมากกว่า ไม่เหมาะกับการนำไปบำรุงผิว หรือรักษาแผลทุกชนิด

ความน่าเชื่อถือของผู้ขายน้ำมันหอมระเหย

2. การซื้อน้ำมันหอมระเหยจากผู้ขายที่เชื่อถือได้

สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าการซื้อน้ำมันหอมระเหยจากผู้ขายที่มีความรู้ คือการซื้อจากผู้ขายที่เชื่อถือได้ว่าขายของดีมีคุณภาพและเป็นของแท้ 100% ให้กับผู้ซื้อจริง ๆ เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยสามารถถูกเจือจางได้ง่าย ตรวจสอบยากและไม่คุ้มค่าที่จะทำ ทำให้การซื้อน้ำมันหอมระเหยจากผู้ขายที่เชื่อถือได้นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ เพราะว่าถึงแม้ว่าคุณจะซื้อน้ำมันหอมระเหยบางตัวได้ในราคาถูกกว่า แต่หากน้ำมันหอมระเหยนั้นมีการเจือปน หรือไม่ใช่ของแท้ 100% แล้ว ก็จะกลายเป็นว่า เงินที่ถูกกว่าที่คุณจ่ายไปนั้น นอกจากไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย ซ้ำร้ายการใช้น้ำมันหอมระเหยที่คุณภาพไม่ดียิ่งจะทำให้ร่างกายแย่ลงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหอมระเหยแท้ที่เกรดไม่ดี น้ำมันหอมระเหยที่เอาของถูกมาเจือปนกับของแพง หรือที่แย่สุดคือการนำสารเคมีสังเคราะห์บางชนิด เช่น Propylene glycol หรือ White Oil มาเจือปนในน้ำมันหอมระเหยเพื่อลดต้นทุน เป็นต้น

ตามตัวอย่างบนตารางที่ยกมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า น้ำมันหอมระเหย Citronella ซึ่งมีราคาถูกมาก ๆ กิโลกรัมละหลักพันต้น ๆ มีสารประกอบหลักที่เป็นสารชนิดเดียวกับที่มีในน้ำมันหอมระเหย Palmarosa, Geranium ที่มีราคาแพง และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ Rose Otto ที่มีราคาแพงมาก ๆ ถึงแพงที่สุด ดังนั้น หากมีผู้ขายรายใดที่ขาดจรรยาบรรณ นำน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาถูกเหล่านี้มาเจือปนในน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาแพงเพื่อลดต้นทุน การตรวจสอบด้วยเครื่อง GCMS ถึงแม้ว่าจะตรวจสอบได้ แต่หากปริมาณสารที่เจือปนไปนั้นอยู่ใน Specification ก็สามารถพอที่จะหลอกผู้วิเคราะห์ได้ว่าน้ำมันหอมระเหยที่เอามาทดสอบนั้น เป็นน้ำมันหอมระเหยที่สกัดมาจากพืชที่มีราคาแพง 100% ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจจะมีการเติมแต่งน้ำมันหอมระเหยถูก ๆ ลงไปก็ได้ ดังนั้น การซื้อน้ำมันหอมระเหยที่ควรจะมีราคาแพงในราคาที่ถูกเกินจริง ขอให้นึกถึงข้อนี้ไว้ว่าเงินที่จ่ายไปถูก ๆ นั้น จริง ๆ แล้วอาจจะกลายเป็นแพงเสียยิ่งกว่าซื้อของแท้และดีจากผู้ขายที่เชื่อถือได้ก็ได้ และจะยิ่งแย่ไปกว่านั้นหากสารที่นำมาเจือจางในน้ำมันหอมระเหยนั้นเป็น Propylene glycol หรือ White Oil ด้วยคุณสมบัติใสไม่มีสีไม่มีกลิ่น เพราะทั้ง 2 ตัวเป็นสารเคมีสังเคราะห์ และสารปิโตรเลียม

น้ำมันหอมระเหย

BOTANICESSENCE เป็นผู้จำหน่ายน้ำมันหอมระเหยที่มีประสบการณ์กว่า 8 ปี ในการเลือกนำเข้าน้ำมันหอมระเหยแท้ 100% โดยตรงจากแหล่งกำเนิดทั่วโลก ปลูกและสกัดโดยผู้ผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่เชื่อถือได้ เช่น ลาเวนเดอร์และอิมมอคแทลจากฝรั่งเศส คาโมมายล์จากอังกฤษ กุหลาบจากบัลแกเรีย ทีทรีจากออสเตรเลีย แฟรงคินเซนส์และเมอร์จากแอฟริกา้ กระดังงาจากมาดากัสการ์ เครื่องเทศจากอินโดนีเซีย สมุนไพรจากไทย น้ำมันไม้จันทน์หอมจากอินเดีย และดอกจำปีจากจีน ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่า น้ำมันหอมระเหยที่คุณซื้อจากเราไปนั้น เป็นน้ำมันหอมระเหยแท้คุณภาพดีที่สกัดจากพืชชนิดนั้น ๆ จริง ๆ ปราศจากการเจือปน มีความเป็นธรรมชาติ 100% และมีคุณสมบัติตามข้อมูลที่ให้ไว้อย่างแน่นอน

มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้น้ำมันหอมระเหยของแท้ทั้ง ๆ ที่สามารถซื้อน้ำหอมธรรมดาในราคาที่ถูกกว่ามาก

German Chamomile Blossomการเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหย หากผู้ซื้อต้องการเพียงสร้างกลิ่นหอมให้ถูกใจ นาน ๆ ใช้ที ก็อาจซื้อน้ำหอมทั่วไปที่สังเคราะห์มาจากสารเคมี 100% หรือเลือกซื้อน้ำหอมผสมซึ่งอาจมีน้ำมันหอมระเหย อยู่ในปริมาณไม่เกิน 20% ผสมกับกลิ่นสังเคราะห์ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า และแน่นอนกว่าน้ำหอมเหล่านี้จะมีกลิ่นหอมที่ถูกใจผู้ใช้มากกว่ากลิ่นของน้ำมันหอมระเหยแท้ ที่เป็นกลิ่นหอมที่เกิดจากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากพืชธรรมชาติโดยไม่ผ่านการปรุงแต่ง แต่ถ้าหากผู้ซื้อต้องการซื้อเพื่อผลทางด้านการฟื้นฟูร่างกาย ปรับสภาพจิตใจ การบำบัดรักษาแบบทางเลือก หรือเพื่อสุขภาพ และไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจที่เป็นความแตกต่างข้อใหญ่ของน้ำมันหอมระเหยแท้บริสุทธิ์กับของสังเคราะห์ นอกเหนือไปจากความหอมแบบธรรมชาติที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยแท้แล้ว การจ่ายมากกว่าเพื่อสุขภาพและคุึณภาพชีวิตที่ดีกว่า ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ควรจะำทำมากกว่า ผลของความแตกต่างระหว่าง "สิ่งที่ได้จากธรรมชาติ" และ "สิ่งที่สังเคราะห์" ขึ้นมานั้น อาจจะต้องชี้วัดด้วยสุขภาพของผู้ใช้เลยทีเดียว

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงจะชอบกลิ่นหอมที่ออกในแนวของดอกไม้หรือส้ม ซึ่งน้ำมันหอมระเหยแท้ที่ได้จากการกลั่นส่วนดอกนั้นมีเพียงไม่กี่ชนิด เช่น Lavender, Jasmine, Rosemary, Neroli (Orange Blossom) หรือกลิ่นที่ให้ความรู้สึกหอมหวาน เช่น Orange, Grapefruit แต่น้ำมันหอมระเหยแท้ที่มีคุณสมบัติที่ดีสำหรับผู้หญิงเช่น Marjoram, Clary Sage, Yarrow, Geranium, Cypress, Blackpepper นั้นหลาย ๆ ตัวมีกลิ่นที่หลาย ๆ คนอาจไม่ชอบ แต่กลับมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่งหากนำไปใช้อย่างถูกวิธี เราอยากแนะนำให้ผู้ซื้อทุกท่านทราบว่า เหตุผลในการเลือกซื้อน้ำมันหอมระเหยแท้เพื่อนำไปใช้นั้น ควรให้ความสำคัญกับเรื่องของธรรมชาติบำบัดที่ได้จากคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิด ไม่น้อยไปกว่าความถูกใจหรือพึงพอใจในกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย

อ่านข้อมูลความแตกต่างระหว่างน้ำมันหอมระเหย และน้ำมันหอมสังเคราะห์ [คลิ๊กที่นี่]

ทางเวบไซท์มีหน้าร้านที่ผู้ซื้อสามารถแวะไปเยี่ยมชมหรือไม่

เพื่อให้เราสามารถจำหน่ายน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพดีที่สุดที่ผู้ซื้อจะหาได้ในประเทศไทย และคุณสามารถซื้อสินค้าที่ มีคุณภาพดีที่สุด ได้ในราคาที่แทบจะเรียกได้ว่า ถูกที่สุด สำหรับคุณภาพในระดับนี้ เราจึงใช้ช่องทางการขายบนเวบไซท์ เพื่อประหยัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ร้านค้า พนักงาน และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ซึ่งคุณจะเห็นได้ว่า น้ำมันหอมระเหยของเราที่จำหน่ายบนเวบไซท์นั้น มีราคาที่ถูกมาก ในขณะที่เราสามารถรับประกันได้ว่าคุณภาพของน้ำมันหอมระเหยทุึกขวด เป็นน้ำมันหอมระเหยเกรดพรีเมี่ยม ที่มาจากผู้ผลิตคุณภาพทั่วโลกที่เราคัดสรรมาอย่างดีแล้วเท่านั้น เพื่อคุณภาพในเชิง Aromatherapy แบบธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุด

แต่เนื่องจากมีความต้องการจากผู้ซื้อจำนวนมากที่ต้องการทดสอบน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่กว่า 100 ชนิดก่อนซื้อ หรือบางท่านที่ไม่สะดวกที่จะสั่งทางเวบไซท์เพื่อจัดส่งทางไปรษณีย์ ทางเราได้เล็งเห็นถึงปัญหาความไม่สะดวกของหลาย ๆ ท่านในจุดนี้ จึงตัดสินใจวางขายน้ำมันหอมระเหย BOTANICESSENCE และมีตัวอย่างให้ทดลองกลิ่นก่อนซื้อในร้านของเราที่ตั้งอยู่ที่ M-Square Plaza ชั้นใต้ดิน B1 อาคารมาลีนนท์ (ช่อง 3) ถนนพระราม 4 กรุงเทพมหานคร (เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์เวลา 10:30-16:00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ผู้ที่สนใจที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงหรือสามารถเดินทางไปได้สะดวก สามารถทดลองน้ำมันหอมระเหยและซื้อได้จากที่ร้านนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ น้ำมันหอมระเหยที่วางขายในร้านจะจำกัดขนาดที่ 10 ml. เท่านั้น หรือจะเป็นขนาด 5 ml. สำหรับชนิดที่มีราคาแพง และขนาด 100 ml. สำหรับกลิ่นที่เป็นที่นิยม ท่านสามารถติดต่อก่อนเข้าร้านได้ที่หมายเลข 081-354-3664 (คุณนัท) ได้ตลอดเวลา

ในเรื่องของข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ผู้ซื้อสามารถดูข้อมูลน้ำมันหอมระเหยแต่ละชนิดได้ในเวบไซท์ ซึ่งเราเชื่อว่าได้ให้ข้อมูลภาษาไทยที่เป็นประโยชน์มากเพียงพอต่อการตัดสินใจ หรือหากต้องการติดต่อเพื่อนัดหมายหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือทดลองตัวอย่าง สามารถติดต่อได้ที่ botanicessence@yahoo.com หรือที่หมายเลข 081-354-3664 (คุณนัท) เพื่อพูดคุยหรือนัดพบที่ร้านของเราได้หากท่านสะดวก

เนื่องจากนโยบายในการจำหน่ายคือต้องการนำเสนอน้ำมันหอมระเหยแท้คุณภาพสูงในราคาที่พอใจแก่ผู้ซื้อ โดยเน้นไปที่ผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป เราจึงจำกัดขนาดสูงสุดไว้ที่ขวดขนาด 1000 ml เท่านั้น ท่านที่สนใจจะสั่งซื้อเป็นแบบ wholesale (ขนาด 1000 ml ขึ้นไป) หรือขนาด 5ml, 10ml, 30ml, 100ml ในปริมาณมากเพื่อนำไปใช้ตามความต้องการต่าง ๆ ให้ติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว

ทำไมถึงสามารถขายน้ำมันหอมระเหยแท้ได้ในราคาถูกกว่าราคาของผู้ขายอื่น ๆ ทั่วไป

5 เหตุผลที่ BOTANICESSENCE ขายน้ำมันหอมระเหยเกรดดีที่สุดในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันทั่วโลก

1. เราสั่งซื้อน้ำมันหอมระเหยคุณภาพดีโดยตรงจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดทั่วโลก
2. เราจำหน่ายน้ำมันหอมระเหยสู่ผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง จึงหมดปัญหาเรื่องการตั้งราคาเผื่อส่วนแบ่งรายได้
3. เรามีระบบควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มีจำนวนต่ำมาก
4. เรามุ่งเน้นตลาดในประเทศไทยและเพื่อนบ้าน เราจึงตั้งราคาที่เหมาะสม ไม่แพงเกินไปเหมือนในตลาดอเมริกาหรือยุโรปที่มีกำลังซื้อมากกว่า
5. เราไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับคุณภาพสินค้า เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าโฆษณาการตลาดที่แพงเกินไป หรือค่าจ้างแสดงสินค้า

เรามีประสบการณ์ในด้านการจัดหาแหล่งผู้ผลิตน้ำมันหอมระเหยแท้ทั้งในและนอกประเทศมาเป็นเวลากว่า 8 ปี และมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ผลิตในแต่ละประเทศทั่วโลก จึงทำให้เราสามารถจัดซื้อและนำเข้าน้ำมันหอมระเหยแท้ที่มีคุณภาพลำดับต้น ๆ ของโลกได้จากผู้ผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศ ฝรั่งเศส อังกฤษ และอื่น ๆ ในแถบยุโรป ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย แอฟริกา หรือในประเทศไทย อีกทั้งในส่วนของการขายน้ำมันหอมระเหยผ่านทางเวบไซท์โดยตรงจากเราเอง ทำให้เราได้ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ ออกไปเช่น ส่วนแบ่งรายได้ในการขายบนห้าง ซึ่งจะเป็นต้นทุนกว่า 30-50% ของราคาขายที่ผู้ขายทั่วไปจะต้องแบ่งให้กับทางห้างสรรพสินค้า หรือต้นทุนค่าเช่าร้าน ค่าพนักงาน ค่าน้ำไฟและอื่น ๆ ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ได้ถูกบวกเพิ่มเข้าไปในราคาสินค้า ทำให้ต้องมีราคาแพงอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งเรานำเข้าน้ำมันหอมระเหยมาในปริมาณที่มาก ทำให้สามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกลง น้ำมันหอมระเหยที่นำเข้ามาส่วนหนึ่งเรานำไปใช้ในไลน์ธุรกิจอื่นของเรา และส่วนหนึ่งเรานำมาแบ่งจำหน่ายปลีกย่อยแก่ผู้ที่สนใจ ทำให้เราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการจัดการสินค้าคงเหลือ และเป็นความต้องการของผู้ขายโดยตรง ที่อยากให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพงจนเกินไปอย่างที่เห็น ๆ ในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงสามารถจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพในระดับแนวหน้าได้ ในราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของทุก ๆ คน

เนื่องจากเหตุผลในด้านราคาขายที่ถูก และต้นทุนการจัดการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นในด้านค่าแรงของพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางจัดส่งที่เป็นต้นทุนของเรานอกเหนือจากค่าไปรษณีย์ที่ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบ จึงขอสงวนสิทธิ์ในการสั่งซื้อบนระบบ Online โดยผู้ซื้อจะสามารถส่งคำสั่งซื้อได้เฉพาะสำหรับยอดสั่งซื้อในประเทศที่เกินกว่า 300 บาท และยอดสั่งซื้อต่างประเทศที่เกิน 500 บาทเท่านั้น หากท่านใดที่ต้องการซื้อในยอดสั่งซื้อที่น้อยกว่าที่กำหนด กรุณาติดต่อทาง e-mail botanicessence@yahoo.com เป็นกรณีพิเศษ

ผู้ซื้อสามารถชำระค่าสินค้าด้วยวิธีใดได้บ้าง

ผู้ซื้อสามารถชำระเงินได้ตามวิธีด้านล่างแล้วแต่ความสะดวก

  • โอนเงินผ่านทางธนาคาร, ตู้ ATM หรือ Internet Banking (สำหรับยอดสั่งซื้อปกติที่กำหนดขั้นต่ำ 300 บาท)
  • ชำระเงินด้วยวิธี Online (Paypal) รับทั้งตัดบัตรเครดิต Online ผ่าน Paypal หรือจ่ายโดยใช้ Paypal Fund เป็น USD.

ข้อมูลในการสั่งซื้อของลูกค้าทุกท่านไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หรือ e-mail หลังจากสั่งซื้อและจัดส่งเสร็จสิ้นแล้วจะถูกเก็บไว้เป็นความลับหรือจะลบทิ้งออกจากระบบตามการร้องขอ ไม่มีการนำมาใช้เพื่อหาประโยชน์ในทางอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด ส่วนข้อมูลบัญชีธนาคารของทางเวบไซท์สำหรับให้ผู้ซื้อโอนเงินชำระค่าสินค้า จะแสดงขึ้นมาหลังจากขั้นตอนการยืนยันคำสั่งซื้อ โดยเราขอความร่วมมือผู้ซื้อหลังการสั่งซื้อเสร็จสิ้นแล้ว ให้ยืนยันการชำระเงินในระบบบนเวบไซท์ และเก็บหลักฐานการชำระเงินทั้งหมดไว้จนกว่าจะได้รับสินค้า ผู้ซื้อสามารถติดตามและตรวจสอบสถานะการสั่งซื้อตั้งแต่ส่งคำสั่งซื้อ ตรวจสอบเลข Tracking Number จนถึงขั้นตอนสินค้าจัดส่งเรียบร้อยได้จากระบบในเวบไซท์

หลังจากผู้ซื้อได้โอนเงินค่าสินค้าแล้ว ของจะถูกส่งภายในกี่วัน

เมื่อได้รับการยืนยันชำระเงินแล้ว รายการสั่งซื้อจะถูกจัดเตรียมภายในเวลา 3-5 วันทำการเนื่องจากสินค้าของเราเป็นแบบทำตามสั่งเท่านั้น และพัสดุไปรษณีย์จะถูกส่งโดยไปรษณีย์ไทยโดยใช้เวลาในการจัดส่งถึงที่หมายด้วยพัสดุลงทะเบียนประมาณ 2-5 วันทำการของไปรษณีย์นับจากวันที่เข้าระบบของไปรษณีย์ไทย วันจัดส่งมาตรฐานของเราคือ จัดส่งทุกเย็นวันอังคารและศุกร์ ดังนั้น นับจากเวลาที่ยืนยันการชำระเงิน สินค้าจะถูกจัดเตรียมและส่งถึงมือผู้ซื้อภายในเวลา 5-10 วันทำการโดยประมาณ ซึ่งผู้ซื้อสามารถดูสถานะของคำสั่งซื้อได้ในระบบของเวบไซท์ในหน้าของรายการสถานะสั่งซื้อ [คลิ๊กที่นี่] ทั้งนี้ ผู้ซื้อต้อง Login เข้าสู่ระบบทุกครั้งก่อนที่จะดูสถานะสั่งซื้อได

ในปัจจุบันได้มีผู้ซื้อบางท่านที่ต้องการสินค้าแบบเร่งด่วน ซึ่งเราก็มีบริการหลากหลายระดับให้เลือกตามนี้

  1. ไปรษณีย์ลงทะเบียน

    • ค่าจัดส่งอัตราปกติ โดยไปรษณีย์ไทย
    • ส่งสินค้าออกจากเราภายใน 3-5 วันทำการ ถึงที่อยู่จัดส่งภายใน 2-5 วันทำการ หรือตามมาตรฐานไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยไปรษณีย์ไทย
    • Tracking Number สามารถเช็ควันที่ส่งของได้ และสถานะจะ Update อีกครั้งเมื่อของถึงไปรษณีย์ปลายทาง (ไม่มีการ Update ระหว่างทาง)
    • รวมเวลาตั้งแต่ยืนยันการชำระเงินจนถึงจัดส่งถึงที่หมาย 5-10 วันทำการ โดยประมาณ
    • ชำระค่าจัดส่งหรือรับข้อเสนอพิเศษจากทางเราในเงื่อนไขปกติ
    • [ย้อนกลับไปหน้าสั่งสินค้า]

  2. ไปรษณีย์ EMS

    • ค่าจัดส่งอัตรา EMS โดยไปรษณีย์ไทย
    • ส่งสินค้าออกจากเราภายใน 3-5 วันทำการ ถึงที่อยู่จัดส่งภายใน 1-3 วันทำการ หรือตามมาตรฐาน EMS โดยไปรษณีย์ไทย
    • Tracking Number สามารถเช็ควันที่ส่งของได้ สถานะจะ Update ตลอดทางที่ถึงศูนย์ไปรษณีย์แต่ละแห่ง
    • รวมเวลาตั้งแต่ยืนยันการชำระเงินจนถึงจัดส่งถึงที่หมาย 4-8 วันทำการ โดยประมาณ
    • ชำระค่าจัดส่งหรือรับข้อเสนอพิเศษจากทางเราในเงื่อนไขปกติ บวกกับอัตราค่าบริการเพิ่มเติมเริ่มต้น 20 บาท
    • [ย้อนกลับไปหน้าสั่งสินค้า]

  3. ส่งด่วนวันถัดไป ด้วยไปรษณีย์ EMS

    • ค่าจัดส่งอัตรา EMS โดยไปรษณีย์ไทย
    • การันตีส่งสินค้าออกจากเราภายในวันทำการถัดไป หลังจากยืนยันการชำระเงิน (วันทำการคือ จันทร์-ศุกร์ เวลา 12:00 - 19:30 น.)
    • ถึงที่อยู่จัดส่งภายใน 1-3 วันทำการ หรือตามมาตรฐาน EMS โดยไปรษณีย์ไทย
    • Tracking Number สามารถเช็ควันที่ส่งของได้ สถานะจะ Update ตลอดทางที่ถึงศูนย์ไปรษณีย์แต่ละแห่ง
    • รวมเวลาตั้งแต่ยืนยันการชำระเงินจนถึงจัดส่งถึงที่หมาย 2-4 วันทำการ โดยประมาณ
    • ชำระค่าจัดส่งหรือรับข้อเสนอพิเศษจากทางเราในเงื่อนไขปกติ บวกกับอัตราค่าบริการเพิ่มเติมเริ่มต้น 70 บาท
    • [ย้อนกลับไปหน้าสั่งสินค้า]

  4. FedEx (ต่างประเทศเท่านั้น)

    • ค่าจัดส่งอัตรา FedEx
    • ขนาดที่แนะนำคือ 8 kg ขึ้นไป แต่หากไม่มีปัญหาเรื่องค่าจัดส่งที่ค่อนข้างราคาสูงมากสำหรับพัสดุขนาดเล็ก สามารถใช้บริการได้ตามต้องการ
    • ถึงที่อยู่จัดส่งภายใน 4-8 วันทำการ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ
    • Tracking Number สามารถเช็คสถานะได้ตลอดเวลาบนเวบไซท์ของ FedEx
    • [ย้อนกลับไปหน้าสั่งสินค้า]

  5. มารับสินค้าเองที่ร้าน

    • ต้องสั่งสินค้าบนเวบไซท์แล้วโอนชำระเงินเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
    • หากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สามารถนัดวันหรือมารับได้ หลังจากชำระเงินแล้ว 3 วันทำการ
    • หากไปที่ร้านโดยไม่มีการชำระเงินให้เรียบร้อย จะสามารถซื้อสินค้าได้เฉพาะที่มีจำหน่ายอยู่ในร้านเท่านั้น [อ่านรายละเอียดที่นี่]
    • [ย้อนกลับไปหน้าสั่งสินค้า]
ค่าใช้จ่ายในการขนส่งมีการคิดคำนวณอย่างไร

ThailandPostFedExการเสนอค่าขนส่งฟรีแก่ผู้ซื้อ ส่วนมากเป็นเพราะต้นทุนทางด้านขนส่งได้ถูกรวมไปในราคาสินค้าแล้ว แต่เรามีนโนบายที่จะไม่รวมต้นทุนใด ๆ ที่ไม่จำเป็นเข้าไปในราคาของสินค้าของเรา ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ซื้อที่มารับสินค้าด้วยตัวเองหรือมาซื้อที่ร้านโดยตรง ดังนั้น ค่าขนส่งของเราจะคำนวณจากอัตราค่าบริการเรียกเก็บจากผู้ให้บริการขนส่งโดยตรง เช่น ไปรษณีย์ไทย สำหรับการขนส่งในประเทศ และ FedEx, DHL หรือ TNT สำหรับการส่งของออกนอกประเทศ การคำนวณค่าจัดส่งใช้วิธีคิดค่าจัดส่งตามจริงโดยเริ่มต้นขั้นต่ำที่ 50 บาทต่อรายการสั่งซื้อ และเรามีความยินดีที่จะจัดส่งภายในประเทศให้ฟรีแก่รายการสั่งซื้อที่มียอดการสั่งซื้อมากกว่า 2,000 บาท ขึ้นไปต่อครั้ง ยกเว้นหากในรายการสั่งซื้อมีสินค้าที่มีขนาดบรรจุ 200 ml ขึ้นไป ค่าจัดส่งจะคิดตามจริงหรืออาจมีส่วนลดให้ตามความเหมาะสม โดยคำนวณจากน้ำหนักของสินค้าที่สั่งเทียบกับค่าจัดส่งที่คำนวณได้ และจะจัดส่งฟรีในทุกกรณีเมื่อมียอดการสั่งซื้อขั้นต่ำ 10,000 บาทขึ้นไป (เฉพาะการจัดส่งในประเทศเท่านั้น) สำหรับรายการซื้อที่ส่งออกไปต่างประเทศ จะคิดอัตราค่าจัดส่งตามจริงหรืออาจมีโปรโมชั่นพิเศษตามโอกาสต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลและรายละเอียดจะขึ้นอัตโนมัติบนเวบไซท์ก่อนยืนยันชำระเงิน จึงขอให้ผู้ซื้อใส่ข้อมูลที่อยู่และโซนทวีปในขั้นตอนการลงทะเบียนให้ถูกต้อง

ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบค่าบริการขนส่งได้ที่ เวบไซท์ของไปรษณีย์ไทย

เราขอสงวนสิทธ์จัดส่งแบบพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) สำหรับพัสดุที่มีน้ำหนักเกินกว่า 2,000 กรัมหรือมีมูลค่าเกินกว่า 10,000 บาท และไปรษณีย์ลงทะเบียนสำหรับน้ำหนักเบา เท่านั้น ด้วยเหตุผลทางด้านการรับประกันความปลอดภัยและการชดเชยความเสียหายให้สามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย หรือพัสดุไปรษณีย์สูญหาย โดยเราจะส่งสินค้าให้ใหม่ทันทีในกรณีที่พัสดุไปรษณีย์สูญหาย โดยรอการตรวจสอบจากทางไปรษณีย์ไทย นานสุดไม่เกิน 7 วันเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของผู้ซื้อ

ผู้ขายสามารถส่งของไปยังที่อยู่ในต่างประเทศได้หรือไม่ ด้วยวิธีการใด

เราสามารถส่งสินค้าไปยังที่อยู่ต่างประเทศได้ ทั้งนี้ ค่าขนส่งจะมีราคาสูงขึ้นอยู่กับน้ำหนักขนส่งและประเทศปลายทางตามอัตราค่าขนส่งที่ผู้ให้บริการ ขนส่งระหว่างประเทศกำหนด โดยปกติแล้ว สินค้าที่น้ำหนักอยู่ระหว่าง 0-2 กิโลกรัมจะส่งด้วยวิธีพัสดุย่อยทางอากาศลงทะเบียน ส่วนขนาด 2-8 กิโลกรัมจะส่งด้วยพัสดุไปรษณีย์ทางอากาศหรือ EMS และสินค้าที่น้ำหนักระหว่าง 8-40 กิโลกรัม การส่งด้วย FedEx, DHL หรือ TNT จะคุ้มค่าที่สุด

มีการรับประกันความเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง หรือหายระหว่างทางหรือไม

ด้วยเหตุที่พัสดุทั้งหมดจะถูกจัดส่งด้วยไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือทางไปรษณีย์ EMS เราจึงสามารถรับประกันความเสียหายของสินค้าที่ส่ง โดยการส่งสินค้าไปให้ใหม่ตรงกับรายการที่ผู้ซื้อได้สั่งไว้หากเกิดเหตุผู้ซื้อไม่ได้รับสินค้าหรือมีความเสียหายระหว่างทางเกิดขึ้น ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือจากผู้ซื้อให้ตรวจเช็คสภาพพัสดุทันที ที่ได้รับจากพนักงานจัดส่ง และหากเกิดความเสียหายขึ้น ให้แจ้งความเสียหายกับทางผู้จัดส่งและติดต่อเราทันทีที่ได้รับสินค้า หรือไม่เกิน 3 วัน โดยทางเราจะต้องขอเวลาตรวจสอบเพื่อยืนยันกับทางผู้จัดส่งให้แน่ใจว่า เป็นการเสียหายหรือสูญหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งจริง โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ในการตรวจสอบ (ถึงแม้ว่ากระบวนการตรวจสอบของไปรษณีย์ไทยจะใช้เวลามากกว่านั้น) และจะจัดส่งสินค้าไปให้ใหม่ทันที โดยที่จะไม่มีการคิดค่าสินค้าหรือค่าดำเนินการจัดส่งใด ๆ เพิ่มเติมกับทางผู้ซื้ออีก

นอกเหนือจากสินค้าที่ขายแล้ว ทางผู้ขายมีบริการหลังการขายหรือคำแนะนำอื่นอย่างไร

เราพยายามนำข้อมูลที่จำเป็น และเป็นประโยชน์ในการใช้น้ำมันหอมระเหยและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่จำหน่ายไว้บนเวบไซท์ให้ผู้ซื้อสามารถศึกษาได้ทันที แต่อย่างไรก็ดี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ซื้อสามารถขอรับคำแนะนำหรือเอกสารการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ของน้ำมันหอมระเหยได้ตามความต้องการที่ botanicessence@yahoo.com หรือหากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการนำน้ำมันหอมระเหยไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ วิธีและปริมาณการใช้ที่ถูกต้องในแต่ละครั้ง สามารถโทรศัพท์มาได้ที่ 081 354 3664 (คุณนัท) ในเวลา 09:00น - 18:00น.

แผนผังเวบไซท์ BOTANICESSENCE

เพื่อความสะดวกในการค้นหาข้อมูล กรุณาใช้แผนผังเวบไซท์ตามข้อมูลข้างล่าง

หน้าหลัก [ภาษาไทย - ภาษาอังกฤษ]
สินค้าและบริการ

แฟ้มข้อมูลลูกค้า

สร้างแฟ้มข้อมูลลูกค้า
ข้อมูลสมาชิก
ตรวจสอบสถานะการส่งสินค้า

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเรา

น้ำมันหอมระเหยแท้ 100% Certified Organic
น้ำมันหอมระเหยแท้ 100%
น้ำมันหอมระเหยเบลนด์
น้ำมันหอมระเหยสำหรับปรุงน้ำหอม
Floral Water - Hydrosol
น้ำมันธรรมชาติ Virgin Oils
ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ข้อมูลน้ำมันหอมระเหยและสินค้าอื่น ๆ แต่ละชนิดที่เราจำหน่าย

Clary Sage
Cypress French
Geranium Bourbon
Geranium Rose
Immortelle Croatia
Immortelle French
Immortelle Madagascar
Lavender French
Marjoram Sweet
Rosemary French (Verbenone)
Rosemary Tunisia (Cineole)

Argan Oil
Grapeseed Virgin Oil
Moringa Seed Oil
Pomegranate Seed Oil
Rosehip Extra Virgin Oil

Anti-ageing : Rejuvenating Facial Oil 10ml
Gentle Care : Rejuvenating Eyes & Facial Oil 10ml
Anti-Cellulite : Revitalizing Body Gel 150ml

รู้จักน้ำมันหอมระเหย
การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
คำถามที่พบบ่อย
ติดต่อ-เกี่ยวกับเรา
สมัครงาน

ทำไม layout ของเวบไซท์เมื่อเปิดด้วย IE 8.0, SAFARI หรือ Chrome ถึงดูไม่เรียบร้อย

โครงสร้างทั้งหมดของเวบไซท์ BOTANICESSENCE พัฒนาขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ดังนั้นระบบหลักได้ถูกเริ่มต้นพัฒนา ทดสอบและ Compatible กับบราวเซอร์ Internet Explorer 7.0 เป็นหลัก ตั้งแต่เมื่อมีการ upgrade เบราเซอร์เป็น Internet Explorer 8.0 ทำให้ Layout ต่าง ๆ เมื่อเปิดด้วย Internet Explorer 8.0 และบราวเซอร์อื่นๆ จึงดูผิดเพี้ยนไปจากเดิม อีกทั้งเรายังมีปัญหากับ Javascript ที่ใช้ในระบบตะกร้าสินค้าที่ไม่ Competible กับบราวเซอร์อื่น ๆ นอกเหนือจาก Internet Explorer ทำให้ลูกค้าที่ใช้บราวเซอร์อื่น ๆ เหล่านั้นไม่สามารถ Add สินค้าลงในตะกร้าสินค้าได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงแนะนำให้ผู้เข้าชมใช้ Internet Explorer 7.0 ขึ้นไปในการเปิดดูข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าจากเวบไซท์ของ BOTANICESSENCE เท่านั้น และหากท่านในใช้บราวเซอร์ Internet Explorer 8.0 แล้วยังเห็น Layout ที่ไม่เรียบร้อย ท่านสามารถคลิ๊กที่ปุ่ม Compatibility View ซึ่งอยู่ด้านขวาบน ติดกับ Address Bar ของบราวเซอร์ เพื่อให้ Internet Explorer 8.0 สามารถแสดงผล Layout ได้อย่างถูกต้อง ภาพประกอบดูได้ข้างล่าง

Internet Explorer 8.0 เมื่อ "ปิด" Compatibility View

Internet Explorer 8.0 เมื่อ "เปิด" Compatibility View

         


หน้าหลัก | สินค้าและบริการ | Certificate of Analysis | รู้จักน้ำมันหอมระเหย | การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน | คำถามที่พบบ่อย | เกี่ยวกับเรา

          

Copyright © 2016 BOTANICESSENCE.COM All Rights Reserved.

Contact Tel. (+6681) 354-3664 Fax. (+662) 721-4566 E-mail: botanicessence@yahoo.com